วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

วันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553


บ้าๆบอๆ
สร้างกริตเตอร์
| ฟังเพลง | ดารา | เกมส์

jin
สร้างกริตเตอร์
| ฟังเพลง | ดารา | เกมส์

วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ประวัติ

สวัดดีค่ะ ดิฉันนางสาว จินตหรา กุลสุรรณ
เรียนอยู่ คณะวิทยาศาสตร์ เอกเคมี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
ภูมิลำเนา 114หมู่11 ตำบลผาสุก อำเภอวังสามหมอ จังหวัดอุดรธานี 41280
เวลาว่างชอบฟังเพลง
ละครที่ชอบชอบแนว น้ำเนา
อาหารที่ชอบ แทบทุกอย่าง(ยกเว้นปลา)
สีที่ชอบ สีฟ้า
ชอบฟังเพลงป๊อบ
เกิดวันที่20 กพ 2532

วันพุธที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2553

Tagine De Marrakeshนำ


Tagine De Marrakesh

12 นานา ซอย 3 ถ.สุขุมวิท กทม. โทร. 0-2225-0651 ต่อ 2113


หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีความสนใจในวัฒนธรรมของประเทศโมร็อกโค คุณคงทราบดีถึงความหมายของร้านอาหารแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี Tagine เป็นภาชนะสำหรับใส่อาหารทำจากกระเบื้องดินเผาเคลือบเพ๊นท์ด้วยลวดลายสไตล์โมร็อกคัน ส่วน Marrakesh เป็นภาษาโมร็อกโคโบราณที่ใช้เรียกประเทศโมร็อกโค ดังนั้น Tagine De Marrakesh จึงหมายถึงอาหารจากประเทศโมร็อกโคนั่นเอง หลายคนเข้าใจว่าอาหารโมร็อกโคเป็นอาหารอาหรับ แต่แท้จริงแล้วอาหารโมร็อกโคเป็นหนึ่งในอาหารเมดิเตอร์เรเนียน

Tagine De Marrakeshนำเอาอาหารโมร็อกโคจากเมืองคาซาบลังก้าที่เด่นเรื่องการใช้น้ำมันมะกอก มะกอกหลากสีทั้งสีเขียว ดำ เหลือง แดงและบรรดาเครื่องเทศที่ช่วยเติมกลิ่นอายแบบโมร็อกโค อาทิ อบเชย ซัฟฟรอน ซึ่งเป็นจุดเด่นของอาหารสุขภาพสไตล์โมร็อกโคและเมดิเตอร์เรเนียน


ที่นี่ไม่เพียงแต่ทำให้คนโมร็อกโคเห็นแล้วคิดถึงบ้านและอาหารพื้นเมือง แต่คงทำให้คนไทยอย่างเราอยากออกเดินทางไกลไปถึงโมร็อกโคก็เป็นได้


เมนแนะนำ
- Free range chicken with olives and pickled lemon ไก่เสิร์ฟพร้อมมะกอกแดงและมะนาวดอง
- Lamb tagine with prunes ขาแกะหมักเครื่องเทศ ให้รสหวานจากลูกพรุนและความมันจากอัลมอนด์
- Lamb couscous with vegetables คูสคูส เสิร์ฟกับแกะ มันฝรั่ง ฟักทอง แครอท ซูคินี และน้ำเต้า






ที่มา:
http://www.gourmetthai.com/newsite/restaurant/restaurant_detail.php?content_code=CONT966

เทคโนโลยีและศิลปะ



ผสานความสุขด้วยเทคโนโลยีและศิลปะกับ มร. มิน ปาร์ค

ดีไซน์สวยงาม ประโยชน์ครอบคลุมทุกฟังก์ชันการใช้งาน และระบบเทคโนโลยีไฮเทคล้ำสมัย คือใจความสำคัญที่ มร. มิน ปาร์ค ผู้จัดการทั่วไป แผนกอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด พยายามตอกย้ำแก่กลุ่มผู้บริโภคในประเทศไทยผ่านกลยุทธ์ทางการตลาดที่สร้างสรรค์ เนื่องจากกลุ่มลูกค้าชาวไทยมีลักษณะพิเศษแตกต่างจากกลุ่มลูกค้าในประเทศอื่นๆ

กล่าวคือ ชาวไทยเป็นชาติที่ไวต่อการรับเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ อาจเรียกได้ว่ามีบุคลิกที่ค่อนข้างเปิดกว้างและพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา ดังนั้นธุรกิจต่างชาติซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ จึงต้องการแทรกตัวเข้ามาแข่งขันเพื่อแย่งส่วนแบ่งทางการตลาด ยกตัวอย่างเช่น โทรศัพท์ไอโฟน (iPhone) หรือโทรศัพท์มือถือ ซึ่งสามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตและมัลติมีเดีย ก็ได้รับเลือกให้เปิดตัวในไทยก่อนหน้าที่จะไปประเทศเกาหลี

ในกรณีนี้ ผู้จัดการทั่วไปซึ่งเป็นคนเกาหลีแท้ๆ แต่เข้ามาทำงานในประเทศไทยประมาณ 4 ปีแล้วกลับบอกว่า หากใช้เทคโนโลยีระดับสูงเพียงอย่างเดียวนั้นคงจะไม่สามารถเรียกร้องความสนใจจากชาวไทยได้ เพราะฉะนั้นจึงต้องเพิ่มเรื่องการออกแบบที่ดูสวยงามและมีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เข้าไปด้วย เนื่องจากคนไทยชอบเรื่องความเป็นแฟชันและการเป็นผู้นำเทรนด์ ส่วนมูลเหตุที่จะอธิบายพฤติกรรมเหล่านั้น คุณปาร์คมองว่าเพราะคนไทยมี “Sense of Beauty” อยู่ในสายเลือดมาตั้งแต่เกิดนั่นเอง

สังเกตง่ายๆ จากเวลาออกไปกินข้าวตามร้านอาหารต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นร้านเล็กหรือใหญ่ ราคาถูกหรือแพง ส่วนมากมักจะได้รับการประดับตกแต่งอย่างมีสไตล์ด้วยกันทั้งนั้น ไม่เหมือนในประเทศเกาหลี คือถ้าอยากกินข้าวเคล้าบรรยากาศดีๆ จะต้องเตรียมตัวเตรียมใจจ่ายค่าอาหารมื้อนั้นในราคาที่หนักกระเป๋า และอีกสิ่งหนึ่งที่น่าประทับใจคือคนไทยสามารถผสานสิ่งต่างๆ ให้เป็นศิลปะอันสวยงามได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินจำนวนมาก เพราะฉะนั้นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของบริษัท แอลจี เช่น ตู้เย็น เครื่องซักผ้า เตาไมโครเวฟ จึงออกแบบให้มีระบบเทคโนโลยีล้ำสมัยควบคู่ไปกับดีไซน์สวยเก๋ไม่ซ้ำใคร เพราะนอกจากจะต้องตอบสนองความต้องการด้านการใช้งานตามหน้าที่หลักแล้ว ยังต้องเติมเต็มความต้องการด้านความสวยงามที่แฝงอยู่ในความรู้สึกของคนไทยอีกด้วย ซึ่งการจะดีไซน์รูปแบบออกให้มีความแปลกตาน่าใช้ คุณปาร์คบอกว่าจำเป็นต้องทำให้ตัวเรามีความสุขก่อนเป็นอันดับแรก แล้วจึงกระจายต่อไปยังทีมงานรอบๆ ตัว

วิธีการสร้างความสุขให้เกิดขึ้นในระหว่างการทำงานนั้น คุณปาร์คเลือกใช้วิธีสร้างแรงบันดาลใจพร้อมกับเสนอผลตอบแทนดีๆ ให้ แถมยังเปิดโอกาสก้าวหน้าในการทำงานให้อีกด้วย เพราะเขาเชื่อว่าหากคนในองค์กรทำงานร่วมกันอย่างมีความสุข ทุกๆ คนก็จะหยิบพลังกายและใจที่ดีออกมาแปรเป็นความเข้มแข็ง องค์กรก็จะสามารถต่อสู้กับคนอื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพในที่สุด ถึงแม้ในช่วงปีแรกๆ ของการทำงานอาจจะมีสะดุดบ้างเล็กน้อยเนื่องจากต้องปรับวัฒนธรรมให้เข้ากัน

ส่วนการสร้างความสุขให้เกิดขึ้นกับตนเองนั้น คุณปาร์คบอกว่าทำได้ไม่ยาก แค่ออกไปหาของอร่อยๆ กินเท่านั้นเอง ถึงแม้จะคุ้นลิ้นกับอาหารเกาหลี แต่เมื่อต้องปรับปุ่มรับรสให้เป็นแบบคนไทยก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด เนื่องจากอาหารอร่อย รสชาติก็เป็นแบบที่คนเกาหลีชอบ คือมีทั้งรสเปรี้ยว หวาน และเผ็ด คล้ายๆ กัน และเมนูยอดนิยมที่หากมาเมืองไทยแล้วไม่สั่งไม่ได้ก็คือแกงส้ม กะเพราหมูสับ และยำวุ้นเส้น

สำหรับมื้ออาหารที่จะทำให้คุณปาร์คมีความสุขสุดๆ ต้องบอกให้พนักงานยกส้มตำไทยมาวางไว้บนโต๊ะด้วย ไม่ต้องห่วงเรื่องจำนวนเม็ดพริกที่ใส่ลงไปในครก เพราะคุณปาร์คสามารถสั่งส้มตำเป็นภาษาไทยได้อย่างชัดถ้อยชัดคำว่าขอแบบ “เผ็ดๆ” !




ที่มา:
http://www.gourmetthai.com/newsite/happymeal/happy_detail.php?content_code=CONT1010

ข่าวตลาดเงินตลาดหุ้น




ข่าวตลาดเงินตลาดหุ้น

หุ้นขึ้นตามตลาดตปท. พลังงาน-แบงก์หนุน วันที่ 7/01/2553 เวลา 09:40:27



นักวิเคราะห์ประเมินแนวโน้มหุ้นไทยวันนี้ปรับตัวในแดนบวกตามตลาดต่างประเทศ แรงซื้อกลุ่มพลังงาน-แบงก์ หนุน คาดแกว่งตัวในกรอบ 742-730 จุด

นางภรณี ทองเย็น ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด กล่าวถึงแนวโน้มการลงทุนตลาดหุ้นไทยวันนี้ (7 ม.ค.) ว่า ตลาดน่าจะปรับตัวในแดนบวกตามตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียที่ส่วนใหญ่อยู่ในแดนบวก โดยกลุ่มแบงก์ และกลุ่มพลังงาน นำตลาดฯ เนื่องจากราคาน้ำมันได้ปรับตัวขึ้นไปทำให้หุ้นในกลุ่มน้ำมันน่าจะได้รับผลดีไปด้วย อีกทั้งในช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ.ค่าการกลั่นก็มักจะ peak ดังนั้นหุ้นในกลุ่มโรงกลั่นก็จะได้รับผลดีด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้ การประกาศผลประกอบการงวดไตรมาส 4 ของปี 2552 ของกลุ่มแบงก์ ส่วนใหญ่จะออกมาดี และคาดว่าจะมีการตั้งสำรองฯลดลง จึงทำให้หุ้นในกลุ่มแบงก์น่าจะได้รับความน่าสนใจเข้าลงทุน โดยมีหุ้นเด่นคือ TMB และ BAY
อีกทั้งการที่เศรษฐกิจโลกค่อย ๆ ฟื้นตัวตามลำดับ ทำให้ธุรกิจการส่งออกจะดี อย่างพวกอาหาร และกลุ่มอิเล็คทรอนิกส์ รวมถึงภาคบริการ ด้วย สำหรับปัจจัยทางการเมืองก็ไม่ได้มีผลอะไรที่รุนแรง
สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวอยู่ที่742-730 จุด

ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com

วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2553

ปีใหม่

เทศบาลตำบลสวางอารมณ์จัดงานวันขึ้นปีใหม่ 2552


เทศบาลตำบลสวางอารมณ์จัดงานวันขึ้นปีใหม่ 2552

เทศบาลตำบลสว่างอารมณ์ นำโดยนายสมคิด พวงชื่น นายกเทศมนตรีตำบลสว่างอารมณ์ ร่วมกับหน่วยงานในอำเภอสว่างอารมณ์ จัดงานวันขึ้นปีใหม่ 2552 ณ บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอสว่างอารมณ์ในวันที่ 29 ธันวาคม 2551 ในแนวคิดที่ว่ารักกันไว้เถิด เราเกิดร่วมแดนไทย จะเกิดภาคไหน ไหน ก็ไทยด้วยกัน สวัสดีปีใหม่ 2552 นำโดยท่านนายอำเภอสว่างอารมณ์ให้เกี่ยรติมาเป็นประธานในงานวันขึ้นปีใหม่ ตัดเค้กและอวยพรปีใหม่ให้กับประชาชนในอำเภอสว่างอารมณ์มีประชาชนมาร่วมงานปีใหม่ประมาณ 2,000 คน โดยหน่วยงานแต่ละแห่งนำอาหารมาร่วมรับประทานกัน ฟังดนตรีไพเราะและร่วมร้องเพลงกัน สนุกสนานต้อนรับวันปีใหม่ 2552 ...




ที่มา:
http://www.sawang-arom.com/news_detail.php?id=71

วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2553

วันครู




วันครู ประวัติวันครู ความเป็นมาวันครู ความหมายวันครู การจัดงานวันครู คำปฏิญาณตนของครู

ความหมาย
ครู หมายถึง ผู้อบรมสั่งสอน; ผู้ถ่ายทอดความรู้ ผู้สร้างสรรค์ภูมิปัญญา และพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อนำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองของสังคมและประเทศชาติ

ความเป็นมา
วันครูได้จัดให้มีขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๐ สืบเนื่องมาจากการประกาศพระราชบัญญัติครูในราชกิจจานุเบกษาเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๘ ซึ่งระบุให้มีสภาในกระทรวงศึกษาธิการเรียกว่า คุรุสภาเป็นนิติบุคคลให้ครูทุกคนเป็นสมาชิกคุรุสภา โดยมีหน้าที่ในเรื่องของสถาบันวิชาชีพครูในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่ให้ความเห็นเรื่องนโยบายการศึกษา และวิชาการศึกษาทั่วไปแก่กระทรวงศึกษา ควบคุมจรรยาและวินัยของครู รักษาผลประโยชน์ ส่งเสริมฐานะของครู จัดสวัสดิการให้ครูและครอบครัวได้รับความช่วยเหลือตามสมควร ส่งเสริมความรู้และความสามัคคีของครู ด้วยเหตุนี้ในทุก ๆ ปี คุรุสภาจะจัดให้มีการประชุมสามัญคุรุสภาประจำปี เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้แทนครูจากทั่วประเทศแถลงผลงานในรอบปีที่ผ่านมา และซักถามปัญหาข้อข้องใจต่าง ๆ เกี่ยวกับการดำเนินงานของคุรุสภาโดยมีคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาเป็นผู้ตอบข้อสงสัยสถานที่ในการประชุมสมัยนั้นใช้หอประชุมสามัคคยาจารย์ หอประชุมของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และในระยะหลังใช้หอประชุมคุรุสภา ปี พ.ศ. ๒๔๙๙ ในที่ประชุมสามัญคุรุสภาประจำปี จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการอำนวยการคุรุสภากิตติมศักดิ์ ได้กล่าวคำปราศรัยต่อที่ประชุมครูทั่วประเทศว่า“ที่อยากเสนอในตอนนี้ก็คือว่า เนื่องจากผู้เป็นครูมีบุญคุณเป็นผู้ให้แสงสว่างในชีวิตของเราทั้งหลาย ข้าพเจ้าคิดว่าวันครูควรมีสักวันหนึ่งสำหรับให้บันดาลูกศิษย์ทั้งหลาย ได้แสดงความเคารพสักการะต่อบรรดาครูผู้มีพระคุณทั้งหลาย เพราะเหตุว่าสำหรับคนทั่วไปถ้าถึงวันตรุษ วันสงกรานต์ เราก็นำเอาอัฐิของผู้มีพระคุณบังเกิดเกล้ามาทำบุญ ทำทาน คนที่สองรองลงไปก็คือครูผู้เสียสละทั้งหลาย ข้าพเจ้าคิดว่าในโอกาสนี้จะขอฝากที่ประชุมไว้ด้วย ลองปรึกษาหารือกันในหลักการ ทุกคนคงจะไม่ขัดข้อง” จากแนวความคิดนี้ กอปรกับความคิดเห็นของครูที่แสดงออกทางสื่อมวลชนและอื่น ๆ ที่ล้วนเรียกร้องให้มีวันครูเพื่อให้เป็นวันแห่งการรำลึกถึงความสำคัญของครูในฐานะที่เป็นผู้เสียสละ ประกอบคุณงามความดีเพื่อประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นอันมาก ในปีเดียวกันที่ประชุมคุรุสภาสามัญประจำปีจึงได้พิจารณาเรื่องนี้และมีมติเห็นควรให้มีวันครูเพื่อเสนอคณะกรรมการอำนวยการต่อไป โดยได้เสนอหลักการว่า เพื่อจะได้ประกอบพิธีระลึกถึงคุณบูรพาจารย์ ส่งเสริมสามัคคีธรรมระหว่างครูและเพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างครูกันประชาชน ในที่สุดคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๔๙๙ ให้วันที่ ๑๖ มกราคมของทุกปีเป็น “วันครู” โดยเอาวันที่ประกาศพระราชบัญญัติครูในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๘ เป็นวันครูและให้กระทรวงศึกษาธิการสั่งการให้นักเรียนและครูหยุดในวันดังกล่าวได้

การจัดงานวันครู
การจัดงานวันครูได้จัดเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๐ ในส่วนกลางใช้สถานที่ของกรีฑาสถานแห่งชาติเป็นที่จัดงาน งานวันครูนี้ได้กำหนดเป็นหลักการให้มีอนุสรณ์งานวันครูไว้แก่อนุชนรุ่นหลังทุกปี อนุสรณ์ที่สำคัญคือ หนังสือประวัติครู หนังสือที่ระลึกวันครู และสิ่งก่อสร้างที่เป็นถาวรวัตถุ

การจัดงานวันครูได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกิจกรรม ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมตลอดเวลา ในปัจจุบันได้จัดรูปแบบการจัดงานวันครู จะมีกิจกรรม ๓ ประเภทใหญ่ ๆ ดังนี้ 1. กิจกรรมทางศาสนา
2. พิธีรำลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์ ประกอบด้วยพิธีปฏิญาณตน การกล่าวคำระลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์
3. กิจกรรมเพื่อความสามัคคีระหว่างผู้ประกอบอาชีพครู ส่วนมากเป็นการแข่งขันกีฬาหรือการจัดงานรื่นเริงในตอนเย็น

ปัจจุบันการจัดงานวันครู ได้มีการกำหนดให้จัดพร้อมกันทั่งประเทศ สำหรับในส่วนกลางจัดที่หอประชุมคุรุสภาโดยมีคณะกรรมการจัดงานวันครู ซึ่งมีปลัดกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธาน ประกอบด้วยบุคคลหลายอาชีพร่วมกันเป็นผู้จัด สำหรับส่วนภูมิภาคมอบให้จังหวัดเป็นผู้ดำเนินการ โดยตั้งคณะกรรมการจัดงานวันครูขึ้นเช่นเดียวกับส่วนกลางจะจัดรวมกันที่จังหวัดหรือแต่ละอำเภอก็ได้
รูปแบบการจัดงานในส่วนกลาง (หอประชุมคุรุสภา) พิธีจะเริ่มตั้งแต่เช้า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประธานกรรมการอำนวยการคุรุสภา คณะกรรมการอำนวยการคุรุสภา คณะกรรมการจัดงานวันครู พร้อมด้วยครูอาจารย์และประชาชนร่วมกันใส่บาตรพระสงฆ์ จำนวน ๑,๐๐๐ รูป หลังจากนั้นทุกคนที่มาร่วมงานจะเข้าร่วมพิธีในหอประชุมคุรุสภา นายกรัฐมนตรีเดินทางมาเป็นประธานในงาน ดนตรีบรรเลงเพลงมหาฤกษ์ นายกรัฐมนตรีบูชาพระรัตนตรัย ประธานสงฆ์ให้ศีล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการกล่าวรายงานต่อนายกรัฐมนตรี เสร็จแล้วพิธีบูชาบูรพาจารย์โดยครูอาวุโสนอกประจำการจะเป็นผู้กล่าวนำพิธีสวดคำฉันท์รำลึกถึงประคุณบูรพาจารย์


มารยาทและวินัยตามระเบียบประเพณีของครู
1. เลื่อมใสการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขด้วยความบริสุทธิ์ใจ
2. ยึดมั่นในศาสนาที่ตนนับถือ ไม่ลบหลู่ดูหมิ่นศาสนาอื่น
3. ตั้งใจสั่งสอนศิษย์และปฏิบัติหน้าที่ของตนให้เกิดผลดีด้วยความเอาใจใส่ อุทิศเวลาของตน ให้แก่ศิษย์ จะละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่การงานไม่ได้
4. รักษาชื่อเสียงของตนมิให้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่ว ห้ามประพฤติการใด ๆ อันอาจทำให้เสื่อมเสียเกียรติและชื่อเสียงของครู
5. ถือปฏิบัติตามระเบียบและแบบธรรมเนียมอันดีงามของสถานศึกษา และปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ซึ่งสั่งในหน้าที่การงานโดยชอบด้วยกฎหมายและระเบียบแบบแผนของสถานศึกษา
6. ถ่ายทอดวิชาความรู้โดยไม่บิดเบือนและปิดบังอำพราง ไม่นำหรือยอมให้นำผลงานทางวิชาการของตนไปใช้ในทางทุจริตหรือเป็นภัยต่อมนุษย์ชาติ
7. ให้เกียรติแก่ผู้อื่นทางวิชาการ โดยไม่นำผลงานของผู้ใดมาแอบอ้างเป็นผลงานของตน และไม่เบียดบังใช้แรงงานหรือนำผลงานของผู้อื่นไป เพื่อประโยชน์ส่วนตน
8. ประพฤติตนอยู่ในความซื่อสัตย์สุจริต และปฏิบัติหน้าที่ของตนด้วยความเที่ยงธรรมไม่แสวงหาประโยชน์สำหรับตนเอง หรือผู้อื่นโดยมิชอบ
9. สุภาพเรียบร้อยประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ศิษย์ รักษาความลับของศิษย์ ของผู้ร่วมงานและของสถานศึกษา
10. รักษาความสามัคคีระหว่างครูและช่วยเหลือกันในหน้าที่การงาน


คำปฏิญาณตนของครู
ข้อ 1. ข้าจะบำเพ็ญตนให้สมกับที่ได้ชื่อว่าเป็นครู
ข้อ 2. ข้อจะตั้งใจฝึกสอนศิษย์ให้เป็นพลเมืองดีของชาติ
ข้อ 3. ข้าจะรักษาชื่อเสียงของคณะครูและบำเพ็ญตนให้เป็น


อบจ.อุบลฯ จัดงานวันครู ประจำปี 2553 “น้อมวันทา บูชาครู กตัญญูกตเวที”

วันที่ 16 มกราคม 2553 ซึ่งเป็นวันครูของคนไทย ประจำปีนี้ เวลา 09.00 น. กองการศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม อบจ.อุบลฯ ได้จัดงานวันครูขึ้น ณ ศูนย์โอท็อปเซ็นเตอร์ อบจ.อุบลฯเพื่อน้อมระลึกถึงพระคุณครูและเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวที ต่อครูและเห็นความสำคัญของบุคคลที่ให้ทุกสิ่งทุกอย่างกับศิษย์ทุกคน เป็นที่ประจักษ์ให้เห็นวิธีชีวิตที่งอกงาม เจริญก้าวหน้าในทุกวิชาชีพอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข โดย มีนายพรชัย โควสุรัตน์ นายกอบจ.อุบลฯ เป็นประธานเปิดงาน ทั้งนี้มีผู้บริหารสถานศึกษา ครู บุคลากร เข้ารวมกิจกรรมกล่าว 500 คน ซึ่ง อบจ.อุบลฯ จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ส่วนในปีนี้มีโรงเรียนในสังกัด อบจ.อุบลฯ ทั้ง 12 โรงเรียน คือโรงเรียนพิบูลมังสาหาร โรงเรียนไร่ใต้ประชาคม โรงเรียนหนองบัวฮีวิทยา โรงเรียนแก้งเหนือวิทยา โรงเรียนนาคำวิทยา โรงเรียนเหล่างามวิทยา โรงเรียนนาสะไมวิทยา โรงเรียนโนนกลางวิทยา โรงเรียนเบ็ตตี้ดูเมน 2 (ช่องเม็ก) โรงเรียนบัวงามวิทยา โรงเรียนห้วยข่าวิทยา และโรงเรียนน้ำขุ่นวิทยา ร่วมกิจกรรม



โดยกิจกรรมเริ่มตั้งแต่เวลา 09.00 น. ภายหลังจากที่นายพรชัย โควสุรัตน์ ประธานในพิธีจุดเทียนธูป บูชาพระรัตนตรัยแล้ว พระสงฆ์ 9 รูปนำโดย เจ้าคณะจังหวัดอุบลฯให้ศีล จากนั้นเจริญพระพุทธมนต์ ประธานใน พิธีพร้อมคณะผู้บริหาร ถวายจตุปัจจัยไทยธรรม พระสงฆ์อนุโมทนา จากนั้นนักเรียนร่วมร้องเพลงประสานเสียง ว่าที่ร้อยตรีสุรพล สืบพรหม ผู้อำนวยการกองการศึกษาสาสนาและวัฒนธรรมอ่านสารวันครู จากนั้นนายนกุล เขียวอ่อน กล่าวนำพิธีสวดคำระลึกถึงพระคุณบูรพคณาจารย์ จากนั้นประธานในพิธี กล่าวถึงความสำคัญของวันครู จากนั้นทำพิธีมอบเกียรติบัตร และรางวัลแด่ครูดีเด่น เพื่อเป็นการแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการสถานศึกษา จากนั้นเป็นการบรรยายพิเศษเรื่อง การเป็นครูอย่างมืออาชีพ โดย อาจารย์ ดร.สมานจิต ภิรมย์รื่น และเวลาประมาณ 13.00 น. เป็นกิจกรรการแข่งขันกีฬา อาทิ การแข่งขันฟุตบอล กีฬาพื้นบ้าน การประกวดกองเชียร์ ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างสนุกสนานเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างครูจากสถานศึกษาในสังกัดฯ ทั้ง 12 แห่ง

ด้านนายพรชัย โควสุรัตน์ นายก อบจ.อุบลฯ กล่าวถึง ความสำคัญของวันครู ว่า อบจ.อุบลฯ จัดงานวันครูขึ้น ปีนี้เป็นปีที่ 2 เพื่อเป็นการน้อมระลึกถึงบูรพจารย์ นอกจากนั้นยังเป็นการส่งเสริมความสามัคคีระหว่างครู ทั้ง 12 โรเรียน รวมทั้งบุคลากรในองค์กรต่างๆ ไปจนถึงประชนทั่วไป เป็นการสนับสนุนการพัฒนาวิชาชีพครูและธำรงซึ่งขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมอันดีงามของไทย พร้อมกล่าวขอบคุณและในการทำงานร่วมกันของคุณครูทั้ง 12โรงเรียน ที่ร่วมกันพัฒนาการศึกษาให้เจริญก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป นายพรชัยกล่าว

ด้าน นางสาวณัฐวรรณ ดอกจันทร์ นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนพิบูลมังสาหาร กล่าวว่า “วันนี้มาร่วมงานวันครู เพื่อร่วมแสดงการขับร้องเพลง สำหรับครูในความหมายของหนู คือ ผู้ที่ให้ทุกอย่าง สอนทุกเรื่อง ทั้งเรื่องการเรียน และเรื่องการดำรงชีวิตในสังคม ครูถือเป็นผู้ให้ สำหรับวันครูปีนี้อยากให้คุณครูมีความสุข และสุขภาพแข็งแรงเป็นร่มโพธิ์ของศิษย์ตลอดไป”

ด้านนายณรงค์พล มั่นคง นักเรียนชั้น ม. 6 โรงเรียนพิบูลมังสาหาร กล่าวว่า “ครู ในความหมายของผม คือ ผู้ที่ให้ความรู้ อบรมสั่งสอนผมทุกอย่าง ในชีวิตการเรียนที่ผ่านมาผมมีความตั้งใจมากขึ้นจนมีวันนี้ คือ ได้ทำตัวเป็นเยาวชนที่ดีเพราะจากการที่ได้รับคำสอนจากคุณครู ทั้งจากคำติ คำชม แต่ล้วนเป็นคำสอนที่มีค่ามาก ครับ”

สำหรับความสำคัญของวันครู คือ เพื่อให้เป็นวันแห่งการรำลึกถึงความสำคัญของครูในฐานะที่เป็นผู้เสียสละ ประกอบคุณงามความดีเพื่อประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นอันมาก ในปีเดียวกันที่ประชุมคุรุสภาสามัญประจำปีจึงได้พิจารณาเรื่องนี้และมีมติเห็นควรให้มีวันครูเพื่อเสนอคณะกรรมการอำนวยการต่อไป โดยได้เสนอหลักการว่า เพื่อจะได้ประกอบพิธีระลึกถึงคุณบูรพาจารย์ ส่งเสริมสามัคคีธรรมระหว่างครูและเพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างครูกันประชาชน ในที่สุดคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๔๙๙ ให้วันที่ ๑๖ มกราคมของทุกปีเป็น “วันครู” โดยเอาวันที่ประกาศพระราชบัญญัติครูในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๘ เป็นวันครูและให้กระทรวงศึกษาธิการสั่งการให้นักเรียนและครูหยุดในวันดังกล่าวได้

ครู หมายถึง ผู้อบรมสั่งสอน; ผู้ถ่ายทอดความรู้ ผู้สร้างสรรค์ภูมิปัญญา และพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อนำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองของสังคมและประเทศชาติ




ที่มา:http://guideubon.com/news/view.php?t=115&s_id=1172&d_id=1174

วัฒนธรรมภาคอีสาน


วัฒนธรรมภาคอีสาน (ประเทศไทย)
ประวัติภาคอีสาน
ภาคอีสาน เป็นเขตหรือภาคหนึ่ง ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของไทย อยู่บนที่ราบสูงโคราช มีแม่น้ำโขงกั้นเขตทางตอนเหนือและตะวันออกของภาค ทางด้านใต้จรดชายแดนกัมพูชา ทางตะวันตกมีเทือกเขาเพชรบูรณ์และเทือกเขาดงพญาเย็นเป็นแนวกั้นแยกจากภาคเหนือและภาคกลาง

การเกษตรนับเป็นอาชีพหลักของภาค แต่ด้วยสภาพอากาศที่ร้อนและแห้งแล้ง รวมถึงปัจจัยอื่นๆ ทางด้านสังคมเศรษฐกิจ ทำให้มีผลผลิตที่น้อยกว่าภาคอื่นๆ

ภาษาหลักของภาคนี้ คือ ภาษาอีสาน แต่ภาษาไทยกลางก็นิยมใช้กันแพร่หลายโดยเฉพาะในเมืองใหญ่ ขณะเดียวกันยังมีภาษาเขมร ที่ใช้กันมากในบริเวณอีสานใต้ นอกจากนี้ยังมีภาษาถิ่นอื่นๆ อีกมาก เช่น ภาษาผู้ไท ภาษาโส้ ภาษาไทยโคราช เป็นต้น

ภาคอีสานมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่โดดเด่น เช่น อาหาร ภาษา ดนตรีหมอลำ และศิลปะการฟ้อนรำที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ เป็นต้น

ภาคอีสาน มีเนื้อที่มากที่สุดของประเทศไทย ประมาณ 168,854 ตารางกิโลเมตร หรือมีเนื้อที่ร้อยละ 33.17 เทียบได้กับหนี่งในสามของพื้นที่ทั้งหมดของประเทศไทยได้จัดว่าเป็นพื้นที่ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เทือกเขาที่สูงที่สุดในภาคอีสานคือ ยอดภูหลวง และภูกระดึงซึ่งเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำสายสำคัญของชาวอีสานในหลายจังหวัดด้วยกัน เช่น ลำตะคอง แม่น้ำชี แม่น้ำพอง แม่น้ำเลย แม่น้ำพรม แม่น้ำมูล







ที่มา:http://th.wikipedia.org/wiki

วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2552

vedeo น่าสน

วันพุธที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ภูพระบาท




View Larger Map
อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท (อำเภอบ้านผือ), อุดรธานี

อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาภูพาน ครอบคลุมพื้นที่ 3,430 ไร่ ในเขตบ้านติ้วตำบลเมืองพาน อยู่ห่างจากตัวจังหวัดระยะทางประมาณ 67 กม. ตามเส้นทางหมายเลข 2 (อุดรธานี-หนองคาย) บริเวณหลักกม.ที่ 13 แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 2021 ไปทางอำเภอบ้านผือ ระยะทางประมาณ 42 กม.แยกขวาประมาณ 500 เมตร และตรงไปตามเส้นทางหมายเลข 2348 อีกประมาณ 12 กม. มีแยกขวาเป็นทางเข้าไปประมาณ 2 กม. ภายในบริเวณอุทยานฯ ทางด้านขวามือเป็นที่ตั้งของศูนย์บริการนักท่องเที่ยว สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถสอบถามรายละเอียดและข้อมูลของอุทยานฯรวมทั้งแผนที่และเส้นทางเพื่อความสะดวกในการเที่ยวชม อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทเปิดบริการเวลา 08.00-16.30 น.ค่าเข้าชม ชาวไทย 10 บาท ชาวต่างประเทศ 30 บาท
อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทนี้เป็นที่ตั้งของสถานที่ซึ่งแสดงถึงอารยธรรมของมนุษย์ และการ เปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิประเทศซึ่งมีโครงสร้างส่วนใหญ่เป็นหินทรายที่ถูกขัดเกลาจากขบวนการกัดกร่อนทางธรรมชาติ ทำให้เกิดเป็นโขดหินน้อยใหญ่รูปร่างต่างๆ กัน ปรากฏเป็นหลักฐานเกี่ยวกับ ชีวิตผู้คนในอดีตที่น่าสนใจหลายแห่ง อาทิ

พระพุทธบาทบัวบก
ตั้งอยู่บริเวณทางแยกซ้ายมือก่อนถึงที่ทำการอุทยานฯสร้างขึ้นระหว่าง พ.ศ. 2463-2477 ในปัจจุบันเป็นที่ตั้งของสำนักสงฆ์ คำว่า "บัวบก" เป็นชื่อของพันธุ์ไม้ชนิดหนึ่งที่เกิดตามป่า มีหัวและใบคล้ายใบบัว ซึ่งชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า ผักหนอก บัวบกนี้คงจะมีอยู่มากในบริเวณที่พบรอยพระพุทธบาทจึงเรียกรอยพระพุทธบาทนี้ว่า "พระพุทธบาทบัวบก" หรือคำว่าบัวบกอาจจะมาจากคำว่า บ่บกซึ่งหมายถึง ไม่แห้งแล้ง รอยพระพุทธบาทมีลักษณะเป็นแอ่งลึกประมาณ 60 เซนติเมตร ลงไปในพื้นหินยาว 1.93 เมตรกว้าง 90 เซนติเมตร เดิมมีการก่อมณฑปครอบรอยพระพุทธบาทไว้ ต่อมาประมาณปี พ.ศ. 2465 พระอาจารย์ศรีทัตย์ สุวรรณมาโจ ได้รื้อมณฑปเก่าออกแล้วสร้างพระธาตุเจดีย์ขึ้นใหม่ และยังสร้างรอยพระพุทธบาทจำลองวางทับรอยพระพุทธบาทเดิมไว้ ภายในพระธาตุเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ตัวองค์เจดีย์เป็นทรงบัวเหลี่ยมคล้ายองค์พระธาตุพนม ทุกๆ ปีในช่วงเดือน 3 ขึ้น 13-15 ค่ำ จะมีงานนมัสการพระพุทธบาทบัวบก

พระพุทธบาทหลังเต่า
ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของพระพุทธบาทบัวบก มีลักษณะเป็นรอยพระบาทสลักลึกลงไปในพื้นหินลึกประมาณ 25 เซนติเมตร ใจกลางพระบาทสลักเป็นรูปดอกบัว กลีบแหลมนูนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด และเนื่องจากพระพุทธบาทแห่งงนี้อยู่ใกล้กับเพิงหินธรรมชาติรูปร่างคล้ายเต่า จึงได้ชื่อว่า "พระพุทธบาทหลังเต่า"

ถ้ำและเพิงหินต่าง ๆ
ตั้งกระจายอยู่ทั่วไปในบริเวณอุทยานฯ แห่งนี้ นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมได้ในระยะทางไม่ไกลนัก ได้แก่ ถ้ำลายมือ ถ้ำโนนสาวเอ้ ถ้ำคน ถ้ำวัวแดง (ซึ่งถ้ำเหล่านี้สันนิษฐานว่าอาจจะเป็นที่พำนักของมนุษย์สมัยหิน และมนุษย์เหล่านั้นได้เขียนรูปต่างๆ ไว้ เช่น รูปคน รูปมือ รูปสัตว์ และรูปรายเลขาคณิต) นอกจากนั้นยังมีลานหินที่สวยงาม คือ ลานหินโนนสาวเอ้ ธรรมชาติได้สร้างเพิงหินต่างๆ ไว้ ทำให้มนุษย์รุ่นหลังๆ ได้จินตนาการผูกเป็นเรื่องตำนานพื้นบ้าน คือ เรื่อง "นางอุสา-ท้าวบารส" เพิงหินที่สวยงามเหล่านี้ ได้แก่ คอกม้าท้าวบารส หอนางอุสา บ่อน้ำนางอุสา นอกจากนั้นยังพบชิ้นส่วนหลักเสมาและหินทรายจำหลัก พระพุทธรูปศิลปะสมัยทวาราวดี ที่เพิงหิน วัดพ่อตาและเพิงหินวัดลูกเขย

พระพุทธบาทบัวบาน
ตั้งอยู่บนเนินเขาในเขตตำบลเมืองพาน อำเภอบ้านผือ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธบาทจำลองอันเก่าแก่และมีการขุดค้นพบใบเสมาที่ทำด้วยหินเป็นจำนวนมาก ใบเสมาเหล่านี้สลักเป็นรูปบุคคลศิลปะทวาราวดี



ที่มา
http://maps.google.co.th/maps?source=ig&hl=en&rlz=1W1ADSA_en&q=%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%9D%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%A5%E0%B8%A1&cr=countryTH&um=1&ie=UTF-8&sa=N&tab=wl
http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=riopai&date=18-10-2007&group=4&gblog=12

ภูฝอยลม



View Larger Map



ตำนานภูฝอยลม

“ภูฝอยลม” เป็นพื้นที่ภูเขาที่มีสภาพอุดมสมบรูณ์อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติพันดอน-ปะโค อำเภอหนองแสงจังหวัดอุดรธานี สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 600 เมตร ตั้งชื่อตามชื่อของไลเคนชนิดหนึ่ง ชื่อว่า “ฝอยลม”ซึ่งเกาะอาศัยอยู่ตามกิ่งของต้นไม้ใหญ่กระจายอยู่เต็มพื้นที่ ต่อมาได้มีการให้สัมปทานทำไม้และมีราษฎรเข้ามาจับจองและบุกรุกพื้นที่เพื่อจัดตั้งหมูบ้าน จึงทำให้สภาพป่าเริ่มเสื่อมโทรมลงเรื่อยๆ จนทำให้ ”ฝอยลม”เริ่มน้อยลง จนแทบจะหาไม่ได้ในพื้นที่

ในระหว่างปี 2538-3532 ส่วนราชการต่างๆนำโดยท่านผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ในขณะนั้น (นายสายสิทธิ พรแก้ว) ได้ร่วมกันเคลื่อนย้ายราษฎร เหล่านั้นอกจากพื้นที่ป่า โดยจัดให้อยู่พื้นที่ใหม่ ซึ่งไม่ส่งผลกระทบกับการทำลายนิเวศ

ปี 2533 สำนักงานป่าไม้เขตจังหวัดอุดรธานี ได้จัดอบรมเยาวชน เกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ชื่อว่า “โครงการเยาวชนอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้” เพื่อต้องการเปลี่ยนแปลงทัศนะคติให้คนรุ่นใหม่ได้หันมาสนใจ และเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ต่อมาในปี 2535 ได้ทำการปรับปรุงหลักสูตรและกิจกรรมอบรมให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น ละเปลี่ยนชื่อโครงการใหม่เป็น “โครงการเยาวชนพิทักษ์ไพร” โดยใช้ชื่อย่อว่า “ย.พ.พ.”

ปี 2535 กรมป่าไม้ได้อนุมัติงบประมาณ จัดทำโครงการสวนรวมพรรณป่าไม้ 60 พรรษา มหาราชินี เพื่อเทิดพระเกียรติแด่สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และเพื่อเป็นแหล่งรวบรวมพันธ์ไม้ป่า ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตลอดจนเป้นสถานที่สำหรบหารศึกษาและพักผ่อนหย่อนใจของจังหวัดอุดรธานี

ปี 2541 กรมป่าไม้ได้อนุมัติงบประมาณ จัดทำโครงการ พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าพันดอน-ปะโค ตามนโยบายของรัฐบาล ที่ต้องการสร้างแหล่งท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นโดยพัฒนาป่าสงวนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว

ปี 2545 ในสมัยรัฐบาลของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้มีนโยบายเร่งด่วนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยการเพิ่มศักยภาพการท่องเที่ยว โดยการนำเสนอและการสนับสนุนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุดรธานี เขต 4 ( นายธีระยุทธ วานิชชัง ) จึงได้รับอนุมัติเงินก่อสร้างบ้านพักห้องน้ำ ศาลาห้องประชุม ศาลาพักผ่อนแหล่งน้ำ และปรับปรุงภูมิทัศน์ในพื้นที่ ให้บริการ และเปลี่ยนชื่อโครงการใหม่เพื่อความสะดวกในการจดจำ และเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป เป็น “ โครงการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ภูฝอยลม “ ใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า “ Phu Foilom Ecotourism Project” และในปีเดียวกันนี้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี (นายชัยพร รัตนนาคะ) ได้มีแผนการที่จะพัฒนาพื้นที่ ภูฝอยลม ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของภูมิภาค จึงได้หางบประมาณสร้างแหล่งน้ำเพิ่มเติม สร้างถนนลาดยาง และจัดทำโครงการอุทยานก่อนประวัติศาสตร์ และเส้นทางไดโนเสาร์ โดยมรการสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ ปั้นไดโนเสาร์ชนิดต่างๆ ขนาดเท่าของจริง ปั้นจระเข้และเต่าโบราณ จัดทำหุ่นจำลองและวิวัฒนาการ ของลิงจนกลายเป็นมนุษย์ จัดทำนาฬิกาแดด โดยมีเส้นทางเดินเท้าและการปรับปรุงภูมิทัศน์ในบริเวณโดยรอบ

ทั้งนี้ ในการจัดสร้างอุทยานก่อนประวัติศาสตร์ดังกล่าว ในเวลาดำเนินการเพียง 96 วัน (ตั้งแต่ วันที่ 1ตุลาคม 2545 ถึงวันที่ 4 มกราคม 2546)


ที่มา

http://maps.google.co.th/maps?source=ig&hl=en&rlz=1W1ADSA_en&q=%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%9D%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%A5%E0%B8%A1&cr=countryTH&um=1&ie=UTF-8&sa=N&tab=wl

View Larger Map

รูป

ที่มา

http://www.samarts.com/samartconnect/img_promotion/gigabit_internet_diagram.jpg

วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ควรรู้

เรื่องน่ารู้
กฎหมายอินเตอร์เน็ต ต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วน วันอังคารที่ผ่านมาสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ลงมติอนุมัติในหลักการ กฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นกฎหมายเสนอโดยฝ่ายรัฐบาล สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้มีหลายประเด็น อาทิ ผู้กระทำการต่างๆ ให้ระบบคอมพิวเตอร์ไม่สามารถทำงานตามคำสั่งที่กำหนดไว้ หรือทำให้การทำงานผิดพลาด ถือว่ามีความผิดและมีบทลงโทษชัดเจน หมายความว่าถ้าผ่านสามวาระแล้ว ต่อไปใครปล่อยไวรัสคอมพิวเตอร์ลงในระบบอินเตอร์เน็ท จะมีกฎหมายชัดเจนที่จะเล่นงานลงโทษ ซึ่งก็เป็นเรื่องดีแต่ไม่รู้กฎหมายนี้จะไปเล่นงานพวกที่ทำอยู่ในต่างประเทศได้แค่ไหน และบทบัญญัติในเรื่องนี้คงจะครอบคลุมถึงผู้มีเจตนาทำให้เว็บเพจน์ของคนอื่นมีปัญหาด้วย เว็บไซต์ไหนวิพากษ์วิจารณ์ดีนัก ก็อาจจะมีมือดีเขียนโปรแกรมเข้าไปทำให้ระบบการทำงานเว็บไซต์นั้นรวน ต่อไปจะมีกฎหมายมาเล่นงานพวกนี้ การใช้วิธีการใดๆเข้าล่วงรู้ข้อมูล แก้ไข หรือทำลายข้อมูลของบุคคลอื่นในระบบคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ หรือใช้คอมพิวเตอร์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลของบุคคลอื่นอันเป็นเท็จ หรือมีลักษณะอันลามก อนาจาร ก่อให้เกิดความเสียหาย กระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของรัฐรวมถึงความสงบสุขและศีลธรรมของประชาชนอย่างนี้ก็ผิดตามกฎหมายใหม่ด้วย (ข้อมูลจากผู้จัดการออนไลน์)อ่านเผินๆ แนวคิดที่จะออกกฎหมายดีมากแต่ก็ไม่ทั้งหมด ส่วนที่เห็นด้วยก็ คือ "การใช้วิธีการใดๆเข้าล่วงรู้ข้อมูล แก้ไข หรือทำลายข้อมูลของบุคคลอื่นในระบบคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ หรือใช้คอมพิวเตอร์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลของบุคคลอื่นอันเป็นเท็จ หรือมีลักษณะอันลามก อนาจาร" พฤติกรรมเหล่านี้สมควรที่จะมีกฎหมายควบคุมและลงโทษ เพราะเป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิ์ของผู้อื่น ทำลายทรัพย์สินของผู้อื่น และเรื่องลามก อนาจารนั้นก็ทำลายศีลธรรมอันดีในสังคม ส่วนประเด็นเผยแพร่ข้อมูลแล้วก่อให้เกิดความเสียหายกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของรัฐ นี่สิ ท่านกำลังออกกฎหมายกว้างไปหรือเปล่า ถ้าจะเอาตามนี้แล้วสิทธิ และเสรีภาพในการแสดงความคิดของประชาชนจะให้ทำได้เฉพาะสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อวิทยุ สื่อโทรทัศน์เท่านั้นหรือ เป็นเรื่องที่ล่อแหลมต่อการกระทำความผิดมาก เพราะสื่อทุกวันนี้ส่วนใหญ่ทำแบบมัลติมีเดีย คือ งานชิ้นเดียวกันอาจปรากฏในสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อวิทยุ โทรทัศน์ รวมถึงอินเตอร์เน็ทด้วย ที่สำคัญมีบรรทัดฐานหรือมีอะไรมาวัดว่า การเผยแพร่ข้อมูลอย่างไรกระทบหรือไม่กระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของรัฐ โดยเฉพาะการแสดงความคิดเห็นทางเศรษฐกิจนั้นมักจะชี้ทิศทางตามฐานข้อมูล และระดับความเข้าใจของคนที่วิพากษ์วิจารณ์ อย่างทุกวันนี้ข้อมูลบางอย่างบ่งบอกว่า การลงทุนของต่างประเทศโดยตรงแต่ผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เม็ดเงินที่จะเข้ามาจะไม่ได้มากอย่างที่คิด การจ้างงานจะไม่เป็นไปตามคาด การก่อสร้าง การซื้อขายหรือเช่าอสังหาริมทรัพย์จะลดน้อยลง เพราะคนเข้ามาลงทุนน้อย บางคนอาจจะให้เหตุผลโดยคิดเอาเอง หรือทำการสำรวจความเห็นมา แล้วระบุว่า เขาไม่มาลงทุนเพราะไม่มั่นใจเสถียรภาพของรัฐบาล รัฐบาลไม่ได้มากจากการเลือกตั้ง แต่มาจากการใช้กำลังยึดอำนาจวิจารณ์และเผยแพร่อย่างนี้ผ่านอินเตอร์เน็ท ใครจะมาตัดสินว่าคนวิจารณ์และเผยแพร่จะติดคุกหรือไม่ ผมว่ากฎหมายที่จะออกมานี้จะต้องพิจารณาให้ดี ในเรื่องกระทบสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เพราะนี่เป็นพื้นฐานของวิถีประชาธิปไตย ความสำคัญของกฎหมายน่าจะอยู่ที่ สามารถนำกฎหมายที่ออกมาใหม่ไปรองรับการกระทำความผิดเกี่ยวกับสิทธิ์ของบุคคลอื่น มากกว่าที่จะมุ่งไปที่จำกัดเสรีภาพของบุคคลกฎหมายควรจะออกมาในลักษณะ ใครเข้าข่ายหมิ่นประมาทตามกฎหมายที่มีอยู่ ไปเผยแพร่ในอินเตอร์เน็ท ก็ต้องมีโทษเหมือนหมิ่นประมาทตามกฎหมายอาญาที่มีอยู่ (ความจริงต้องเลิกกฎหมายหมายหมิ่นประมาทตามกฎหมายอาญาได้แล้ว) หรือผิดฐานละเมิดตามกฎหมายแพ่งที่มีอยู่ ก็ต้องผิดเหมือนกัน เพราะความจริงแล้วเราต้องการจะให้มีกฎหมายชัดๆ เพื่อคุ้มครองสิทธิ์ของบุคคลโดยทั่วไปเป็นสาระสำคัญมิใช่หรือ การกระทำความผิดด้านความมั่นคง ก็ต้องถือว่าผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายเกี่ยวกับความมั่นคงด้วย ถ้ามีพฤติกรรมเข้าข่ายเป็นภัยความมั่นคง และพฤติกรรมนั้นเผยแพร่ในอินเตอร์เน็ท ก็ต้องมีความผิดเช่นกัน เพราะอินเตอร์เน็ทก็คือสื่อชนิดหนึ่ง


ที่มา
http://www.sci.nu.ac.th/information-it/index.php?topic=3515.0

รู้ทัน

รู้ทันการหลอกลวงทางอินเตอร์เน็ต


ในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่าอินเตอร์เน็ต ได้กลายเป็นคำที่แทบไม่มีใครไม่รู้จัก เหตุเพราะอินเตอร์เน็ตได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนจำนวนมากในโลกนี้ไปแล้ว การใช้อินเตอร์เน็ตในปัจจุบันได้ขยายวงกว้างออกไปมากขึ้น โดยได้ก้าวล่วงเข้าไปในทุกสาขาอาชีพ ด้วยคุณสมบัติการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายจำนวนมากๆ ได้ในเวลาอันรวดเร็ว และใช้ต้นทุนในการลงทุนต่ำ ทำให้อินเตอร์เน็ตเป็นสิ่งที่พึงปรารถนาขององค์กรทั้งหลาย ได้มีความพยายามนำอินเตอร์เน็ตมาใช้เพื่อประโยชน์สำหรับหน่วยงานของตนในรูปแบบต่างๆ จากการศึกษาเรื่องข้อมูล สถิติเรื่องการใช้อินเตอร์เน็ตเมื่อกลางปี พ.ศ.2544 มีการประมาณการว่าจำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตทั่วโลกสูงถึง 513 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 8.46 ของประชากรทั่วโลก สำหรับข้อมูลจำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตในประเทศไทย ระหว่างเดือนมกราคม ถึงมีนาคม 2544 สำรวจโดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ พบว่ามีจำนวน 3.5 ล้านคน ซึ่งในขณะที่สถิติการใช้อินเตอร์เน็ตมีการเพิ่มตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ก็นำไปสู่ปัญหาของการนำอินเตอร์เน็ตไปใช้ในแง่ลบมากขึ้นเช่นกัน โดยการใช้อินเตอร์เน็ตเป็นเครื่องมือในการหลอกลวง อย่างไรก็ดี การที่ประชาชนทั่วไปได้รับทราบข้อมูลที่เกี่ยวกับรูปแบบการหลอกลวงก็เป็นการดีที่อาจทำให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อการถูกหลอกน้อยลงได้ รูปแบบของการหลอกลวงทางอินเตอร์เน็ต จากการสำรวจของ National Fraud Information Center 5 อันดับที่น่าสนใจมีดังนี้ 1.การประมูลสินค้าทางอินเตอร์เน็ตโดยหลอกลวง (Internet Auction Fraud) การประมูลสินค้าทางอินเตอร์เน็ต เป็นวิธีการซื้อขายสินค้าที่ได้รับความนิยมและเป็นช่องทางการติดต่อซื้อขายสินค้าที่สะดวกรวดเร็ว ส่วนการหลอกลวงจะมีหลายรูปแบบ เช่น ผู้ขายไม่ส่งมอบสินค้าที่ผู้ซื้อประมูลได้ เพราะไม่มีสินค้าอยู่จริง การหลอกลวงโดยปั่นราคาซื้อขาย ผู้ขายหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้ขายจะเข้าเสนอราคาเพื่อประมูลสินค้าของตน เพื่อให้สินค้ามีราคาสูงขึ้น ทำให้ผู้ซื้อต้องซื้อสินค้าในราคาที่สูงเกินจริง เป็นต้น สำหรับวิธีการป้องกันผู้ซื้อควรตรวจสอบว่าเว็บไซต์ที่ทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการด้านการประมูลทางอินเตอร์เน็ต (คนกลาง) มีวิธีการระบุตัวบุคคลที่เป็นผู้ขาย (หรือผู้ซื้อ) ดีพอหรือไม่ กล่าวคือ มีการเก็บประวัติรายละเอียดของผู้ขายที่สามารถติดต่อได้ หรือพิจารณาว่าผู้ให้บริการด้านการประมูลทางอินเตอร์เน็ต (คนกลาง) มีนโยบายการประกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับสินค้าที่มีมูลค่าค่อนข้างสูง 2.การซื้อขายสินค้าทั่วไป (General Merchandise) เป็นการซื้อขายสินค้าที่ไม่ได้ผ่านการประมูล แต่สินค้าที่เสนอขายนั้น เมื่อมีการซื้อขายกันแล้วไม่มีการส่งสินค้าจริงหรือรายละเอียดที่ให้ไว้นั้นไม่ถูกต้อง วิธีการป้องกันในส่วนของการหลอกลวงรูปแบบนี้ มีหลักการง่าย ๆ อยู่ 4 ประการ คือ 1 การรู้จักบริษัทที่เราจะทำการติดต่อซื้อขายด้วยอยู่ เพื่อให้แน่ใจควรติดต่อกับบริษัทที่อยู่ในประเทศหรือบริษัทที่ได้รับการยอมรับและเป็นที่รู้จัก มากกว่าที่จะเป็นบริษัทที่ตั้งอยู่บนโลกอินเตอร์เน็ตและไม่คุ้นเคย 2 การเข้าใจข้อเสนอ นั่นคือ การตรวจสอบข้อเสนอที่มีการแจ้งไว้อย่างละเอียดถี่ถ้วน และควรสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมในส่วนที่ไม่แน่ใจ และควรมีการตรวจสอบราคา วันที่จัดส่ง เงื่อนไขในการคืนการยกเลิกสัญญา และการรับรองสินค้า และควร print ข้อมูลเหล่านั้นเก็บไว้ด้วย 3 การตรวจสอบประวัติของบริษัทที่เราทำการติดต่อ โดยสอบถามข้อมูลจากหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภค หรือหน่วยงานอื่นๆ ที่ทำหน้าที่ในการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับบริษัท 4 ไม่ควรรีบตัดสินใจ ควรระมัดระวัง ใช้เวลาในการตัดสินใจให้ดี ความรีบเร่งอันเกิดจากการกดดันของผู้ขายนั้น อาจทำให้ตัดสินใจพลาดได้ง่าย 3.การหลอกลวงโดยเสนอให้เงิน จากประเทศไนจีเรีย (Nigerian Money Offers) การหลอกลวงแบบนี้ ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตจะได้รับข้อความจากจดหมายหรืออีเมล์ จากบุคคลที่กล่าวอ้างว่ามีความสำคัญในประเทศไนจีเรีย เพื่อขอช่วยเหลือในการโอนเงินจำนวนมากไปยังต่างประเทศ โดยผู้บริโภคจะได้รับเงินส่วนแบ่ง จำนวนนับล้านเหรียญ ดอลลาร์สหรัฐ ฯ การป้องกันผู้บริโภคไม่ควรหลงเชื่อบุคคลอื่นที่อ้างตัวและเสนอจะให้ผลประโยชน์จำนวนมหาศาลโดยไม่มีความเสี่ยงเช่นนี้ และไม่ควรเปิดเผยข้อมูลบัญชีธนาคารของตนแก่ผู้อื่นด้วย

  • หลังจากที่ เราได้ทราบรูปแบบการหลอกลวงไป 3 รูปแบบในตอนที่แล้ว คราวนี้เรามาดูรูปแบบที่เหลือกันเลยดีกว่าค่ะ 4.Phishing Phishing คือ วิธีการหลอกลวงในรูปแบบของการปลอมแปลงอี-เมล์ และทำการสร้างเว็บไซต์ปลอม เพื่อทำการหลอกลวงให้เหยื่อหรือผู้รับอี-เมล์เปิดเผยข้อมูลทางด้านการเงินหรือข้อมูลส่วนบุคคลอื่น ๆ เช่น ข้อมูลของหมายเลขบัตรเครดิต บัญชีผู้ใช้และรหัสผ่าน หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน หรือข้อมูลอื่น ๆ วิธีการป้องกันและรับมือกับการถูกโจมตีแบบ phishing 1.หยุดคิดและพิจารณาข้อมูลที่ได้รับทางอี-เมล์ หรือข้อมูลที่เข้าไปดูในเว็บไซต์ทุกครั้ง 2.ควรลบข้อมูลที่น่าสงสัยทิ้งทันที 3.หากมีความจำเป็นต้องกรอกหรือส่งข้อมูลใดทางเว็บไซต์ ต้องพิจารณาความน่าเชื่อถือของเว็บดังกล่าวว่ามีตัวตนหรือการรับรองหรือไม่ หากไม่แน่ใจควรติดต่อไปยังเจ้าของเว็บไซต์หรือเจ้าของสถาบันการเงินดังกล่าว เพื่อสอบถามข้อมูลและยืนยันข้อมูลก่อนดำเนินการใด ๆ 4.ไม่ควรเข้าไปในเว็บไซต์หรือรันไฟล์ที่แนบมากับอี-เมล์ ซึ่งมาจากบุคคลที่ไม่รู้จัก หรือไม่มั่นใจว่าผู้ส่งเป็นใคร หรือไม่ทราบว่าไฟล์ดังกล่าวเป็นไฟล์อะไร 5.ติดตั้งโปรแกรมปรับปรุงช่องโหว่ ของทุกซอฟแวร์ที่มีการใช้อยู่ในเครื่องของท่านอยู่เสมอ 6.ติดตามข่าวสารและการแจ้งเตือนทางด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยคอมพิวเตอร์ 5.Information/Adult service เป็นกรณีของการให้บริการที่ผู้ให้บริการนั้นไม่มีการแจ้งราคาหรือรายละเอียดไว้ หรือแจ้งไว้แต่ไม่ถูกต้อง ซึ่งวิธีการป้องกันก็ให้วิธีการแบบเดียวกันกับการป้องกันการถูกหลอกลวงจากการซื้อขายสินค้าทั่วไปคือ การรู้จักบริษัทที่เราจะทำการติดต่ออยู่ การเข้าใจข้อเสนอแนะ การตรวจสอบประวัติของบริษัทที่เราทำการติดต่อ และ ไม่ควรรีบตัดสินใจ นั่นเอง นอกจากรูปแบบที่ได้กล่าวมาแล้ว ยังมีการหลอกลวงแบบอื่นๆที่กำลังเป็นที่แพร่หลาย ได้แก่ 1. การหลอกลวงให้ประกอบธุรกิจที่บ้าน (Work-at-Home) 2. การให้บริการอินเทอร์เน็ตโดยหลอกลวง (Internet Service Provider Scams) 3. การใช้บัตรเครดิตโดยไม่ได้รับอนุญาต (Credit Card Fraud) 4. การเข้าควบคุมการใช้โมเดมของบุคคลอื่น (International Modem Dialing/ Modem Hijacking 5. การหลอกลวงให้ใช้บริการเกี่ยวกับเว็บไซต์ (Web Cramming 6. การหลอกลวงโดยใช้การตลาดหรือการขายแบบตรง (Multilevel Marketing Plans/ Pyramids 7. การหลอกลวงให้จดทะเบียนโดเมนเนม (domain name registration scams) 8. การหลอกลวงโฆษณาหรือขายยามหัศจรรย์ (miracle products) อย่างไรก็ดี ไม่ว่าจะเป็นการหลอกลวงในรูปแบบใด สิ่งที่สามารถป้องกันตัวเองที่ดีที่สุดของผู้บริโภคก็คือ การใช้วิจารณญาณของผู้บริโภคเองในการพิจารณาไตร่ตรองข้อมูลที่ได้รับมาอย่างรอบคอบเสมอ การไตร่ตรองข้อมูลนี้เองที่จะเป็นเสมือนเกราะป้องกันผู้บริโภคไมให้ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพได้ง่าย ขณะเดียวกันการติดตามข่าวสารเกี่ยวกับพฤติกรรมการกระทำผิดที่เกิดขึ้นก็จะเป็นเสมือนสิ่งที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งของเกราะได้อีกชั้นหนึ่ง
ที่มา :
http://www.dsi.go.th/ http://www.payap.ac.th/
www.deedeejang.com/article/forward/00570.html

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับอินเตอร์เน็ต

โทษของอินเทอร์เน็ต

ทุกสรรพสิ่งในโลกย่อมมีทั้งด้านที่เป็นคุณประโยชน์และด้านที่เป็นโทษ เปรียบเหมือนเหรียญที่มี 2 ด้านเสมอ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกใช้อย่างไรให้เกิดผลดีต่อเรา ขอยกตัวอย่างโทษที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากการใช้งานอินเทอร์เน็ตดังนี้
โรคติดอินเทอร์เน็ต (Webaholic)
อินเทอร์เน็ตก็เป็นสิ่งเสพติดหรือ?
หากการเล่นอินเทอร์เน็ตทำให้คุณเสียงานหรือแม้แต่ทำลายสุขภาพ นักจิตวิทยาชื่อ Kimberly S. Young ได้ศึกษาพฤติกรรม ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตอย่างมากเป็นจำนวน 496 คน โดยเปรียบเทียบกับบรรทัดฐานซึ่งใช้ในการจัดว่า ผู้ใดเป็นผู้ที่ติดการพนัน การติดการพนันประเภทที่ถอนตัวไม่ขึ้น มีลักษณะคล้ายคลึงกับการติดอินเทอร์เน็ต เพราะทั้งสองอย่างเกี่ยวข้องกับการล้มเหลวในการควบคุมความต้องการของตนเอง โดยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสารเคมีใดๆ (อย่างสุรา หรือยาเสพติด)
คำว่า อินเทอร์เน็ต ในการศึกษาวิจัยเรื่องนี้ หมายรวมถึง ตัวอินเทอร์เน็ตเอง ระบบออนไลน์ (อย่างเช่นบริการ AmericaOn-line, Compuserve, Prodigy) หรือระบบ BBS (Bulletin Board Systems) และการศึกษาวิจัยครั้งนี้ได้ระบุว่า ผู้ที่มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้อย่างน้อย 4 อย่าง เป็นเวลานานอย่างน้อย 1 ปีถือได้ว่า มีอาการติดอินเทอร์เน็ต
รู้สึกหมกมุ่นกับอินเทอร์เน็ต แม้ในเวลาที่ไม่ได้ต่อกับอินเทอร์เน็ต
มีความต้องการใช้อินเทอร์เน็ตเป็นเวลานานขึ้น
ไม่สามารถควบคุมการใช้อินเทอร์เน็ตได้
รู้สึกหงุดหงิดเมื่อต้องใช้อินเทอร์เน็ตน้อยลงหรือหยุดใช้
ใช้อินเทอร์เน็ตเป็นวิธีในการหลีกเลี่ยงปัญหาหรือคิดว่าการใชอินเทอร์เน็ตทำให้ตนเองรู้สึกดีขึ้น
หลอกคนในครอบครัวหรือเพื่อน เรื่องการใช้อินเทอร์เน็ตของตัวเอง
การใช้อินเทอร์เน็ตทำให้เกิดการเสี่ยงต่อการสูญเสียงาน การเรียน และความสัมพันธ ์ ยังใช้อินเทอร์เน็ตถึงแม้ว่าต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก
มีอาการผิดปกติ อย่างเช่น หดหู่ กระวนกระวายเมื่อเลิกใช้อินเทอร์เน็ต
ใช้เวลาในการใช้อินเทอร์เน็ตนานกว่าที่ตัวเองได้ตั้งใจไว้
สำหรับผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่ไม่เข้าข่ายข้างต้นเกิน 3 ข้อในช่วงเวลา 1 ปี ถือว่ายังเป็นปกติ จากการศึกษาวิจัยผู้ที่ใช้อินเทอร์เน็ตอย่างหนัก 496 คน มี 396 คนซึ่งประกอบไปด้วย เพศชาย 157 คน และเพศหญิง 239 คน เป็นผู้ที่เรียกได้ว่า "ติดอินเทอร์เน็ต" ในขณะที่อีก 100 คนยังนับเป็นปกติ ประกอบด้วยเพศชาย และเพศหญิง 46 และ 54 คนตามลำดับ
สำหรับผู้ที่จัดว่า "ติดอินเทอร์เน็ต" นั้นได้แสดงลักษณะอาการของการติด (คล้ายกับการติดการพนัน) และการใช้อินเทอร์เน็ต อย่างหนักเหมือนกับการเล่นการพนัน ความผิดปกติในการกินอาหารหรือสุราเรื้อรัง มีผลกระทบต่อการเรียน อาชีพ สภาพทางสังคมและเศรษฐกิจของคนคนนั้น ถึงแม้ว่าการวิจัยที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นว่า การติดเทคโนโลยีอย่างเช่น การติดเล่นเกมส์ ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับเพศชายแต่ผลลัพธ์ข้างต้น แสดงให้เห็นว่า ผู้ที่ติดอินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง วัยกลางคนและไม่มีงานทำ
เรื่องอนาจารผิดศีลธรรม(Pornography/Indecent Content)
เรื่องของข้อมูลต่างๆ ที่มีเนื้อหาไปในทางขัดต่อศีลธรรม ลามกอนาจาร หรือรวมถึงภาพโป๊เปลือยต่างๆ นั้นเป็นเรื่องที่มีมานานพอสมควรแล้วบนโลกอินเทอร์เน็ต แต่ไม่โจ่งแจ้งเนื่องจากสมัยก่อนเป็นยุคที่ WWW ยังไม่พัฒนามากนัก ทำให้ไม่มีภาพออกมา แต่ในปัจจุบันภาพเหล่านี้เป็นที่โจ่งแจ้งบนอินเทอร์เน็ตและสิ่งเหล่านี้สามารถเข้าสู่เด็ก และเยาวชนได้ง่ายโดยผู้ปกครองไม่สามารถที่จะให้ความดูแลได้เต็มที่ เพราะว่าอินเทอร์เน็ตนั้นเป็นโลกที่ไร้พรมแดนและเปิดกว้างทำให้สื่อเหล่านี้สามรถเผยแพร่ไปได้รวดเร็วจนเรา ไม่สามารถจับกุมหรือเอาผิดผู้ที่ทำสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาได้
ไวรัส ม้าโทรจัน หนอนอินเตอร์เน็ต และระเบิดเวลา
ไวรัส : เป็นโปรแกรมอิสระ ซึ่งจะสืบพันธุ์โดยการจำลองตัวเองให้มากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อที่จะทำลายข้อมูล หรืออาจทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานช้าลงโดยการแอบใช้สอยหน่วยความจำหรือพื้นที่ว่างบนดิสก์โดยพลการ
ม้าโทรจัน : ม้าโทรจันเป็นตำนานนักรบที่ซ่อนตัวอยู่ในม้าไม้ แล้วแอบเข้าไปในเมืองจนกระทั่งยึดเมืองได้สำเร็จ โปรแกรมนี้ก็ทำงานคล้ายๆ กัน คือโปรแกรมนี้จะทำหน้าที่ไม่พึงประสงค์ มันจะซ่อนตัวอยู่ในโปรแกรมที่ไม่ได้รับอนุญาต มันมักจะทำในสิ่งที่เราไม่ต้องการ และสิ่งที่มันทำนั้นไม่มีความจำเป็นต่อเราด้วย เช่น การแอบส่งรหัสผ่านต่างๆ ภายในเครื่องของเราไปให้ผู้เขียนโปรแกรม
หนอนอินเตอร์เน็ต : ถูกสร้างขึ้นโดย Robert Morris, Jr. จนดังกระฉ่อนไปทั่วโลก มันคือโปรแกรมที่จะสืบพันธุ์โดยการจำลองตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ จากระบบหนึ่ง ครอบครองทรัพยากรและทำให้ระบบช้าลง
ระเบิดเวลา : คือรหัสซึ่งจะทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้นรูปแบบเฉพาะของการโจมตีนั้นๆ ทำงานเมื่อสภาพการโจมตีนั้นๆ มาถึง ยกตัวอย่างเช่น ระเบิดเวลาจะทำลายไฟล์ทั้งหมดในวันที่ 31 กรกฎาคม 2542
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องหลอกหลวงต่างๆ อีกมากมายที่กลายเป็นข่าวให้เราได้รับทราบอยู่เสมอ การพยายามในการเจาะทำลายระบบเพื่อล้วงความลับหรือข้อมูลต่างๆ ดังนั้น การใช้งานเครือข่ายอินเทอร์เน็ตจึงต้องมีความระมัดระวังในการใช้งาน มีวิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร กลั่นกรองจากหลายๆ แหล่งเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อจากเหล่ามิจฉาชีพไฮเทคเหล่านี้



แหล่งที่มาของข้อมูล

1. http://www.sci.nu.ac.th/information-it/index.php?topic=5297.0